บทที่ 1 -
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่สีขาวลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นควันธูปจางๆ ภายในศาลาวัดขนาดใหญ่ ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ แม้ผู้คนที่มาร่วมงานจะแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่นั่งว่าง แต่นอกจากเสียงบทสวดอภิธรรมและเสียงถอนหายใจด้วยความอาลัยแล้ว ก็แทบไม่มีเสียงอื่นใดเล็ดลอดออกมาเลย
ภาพถ่ายหน้าศพของหญิงสาวหน้าตาสะสวย รอยยิ้มของเธอบนแผ่นกระจกใสดูลอยเด่นอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้สด ‘ธัญญา’ พี่สาวคนเดียวของเขา จากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันสวยงาม และภาระหน้าที่ชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เธอมอบไว้ให้เขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ธันวา ชายหนุ่มวัยสามสิบสองปี ในชุดสูทสีดำตัดเย็บประณีตเรียบหรู ร่างสูงโปร่งยืนนิ่งอยู่ข้างกระถางธูป ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในฐานะประธานบริหารบริษัทนำเข้ารถยนต์หรูบัดนี้กลับซีดเผือด สายตาของเขามองตรงไปที่รูปถ่ายของพี่สาวด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก ความเสียใจจากการสูญเสียญาติเพียงคนเดียวในชีวิตไปนั้นหนักหนาพออยู่แล้ว แต่ความวิตกกังวลต่ออนาคตกลับหนักหนายิ่งกว่า
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะที่สุด ก็คือสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แถวหน้าสุด
‘น้องมิลิน’ เด็กหญิงวัยเพียงสามขวบเศษในชุดกระโปรงสีดำ ผมเปียสองข้างถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อยโดยฝีมือของแม่บ้าน เด็กน้อยนั่งแกว่งขาสั้นๆ ไปมา ดวงตากลมโตคู่สวยเหมือนแม่ของเธอไม่มีผิดเพี้ยน มิลินกอดตุ๊กตาหมีขนสีน้ำตาลไว้แน่นในอ้อมอก ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความสับสน เธอไม่ได้ร้องไห้เหมือนผู้ใหญ่รอบข้าง เพราะเด็กวัยนี้ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ความตาย’ หรือ ‘การจากไปตลอดกาล’
หนูน้อยมิลินเงยหน้าขึ้นมองธันวา ดวงตาใสซื่อคู่นั้นมองจ้องมายังคุณน้าของเธอด้วยความสงสัย เธอเห็นคุณน้าธันวามองรูปแม่ด้วยดวงตาแดงก่ำ จึงค่อยๆ สะกิดขากางเกงของเขาเบาๆ
“น้าธัน ทำไมแม่ถึงนอนนานจังคะ เมื่อไหร่แม่จะตื่นมาหาหนู ?” เสียงเล็กๆ ถามขึ้นด้วยความซื่อ
คำถามเรียบง่ายนั้นราวกับมีดสั้นที่พุ่งเจาะเข้ากลางหัวใจของธันวา ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งยองๆ ต่อหน้าหลานสาว พยายามบังคับริมฝีปากไม่ให้สั่น เขายื่นมือหนาไปแตะแก้มยุ้ยของเด็กน้อยเบาๆ แต่กลับไม่รู้จะหาคำพูดไหนมาอธิบายให้เด็กสามขวบฟังได้ว่า แม่ของเธอจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
“แม่... แม่ไปอยู่ในที่ที่สวยงามมากแล้วครับมิลิน” ธันวาตอบเสียงแผ่วเบา คอแห้งผาก
“ต่อจากนี้ไป... น้าธันจะดูแลมิลินเองนะ”
เด็กน้อยทำหน้าฉงน ไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่ก็พยักหน้ารับช้าๆ ตามประสาเด็ก ธันวามองหลานสาวด้วยความรู้สึกหนักใจ ในฐานะน้า เขาอาจจะเคยซื้อของเล่นแพงๆ ให้ เคยพาไปกินขนมอร่อยๆ แต่การต้องมารับบทบาทเป็น ‘พ่อ’ เต็มตัวตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คือสิ่งที่ผู้ชายอย่างเขาที่ไม่เคยมีครอบครัว และวันๆ อยู่แต่กับตัวเลขและยอดขายรถยนต์ ไม่เคยเตรียมใจมาก่อนเลยแม้แต่น้อย
คฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นใจกลางเมืองหลวงซึ่งเคยสงบเงียบและเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เปิดรับสมาชิกใหม่เพียงคนเดียว แต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศภายในบ้านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ประตูหน้าบ้านถูกเปิดออก ธันวาเดินนำเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางของมิลินและกระเป๋าเอกสารของตัวเอง โดยมีเด็กน้อยก้าวเท้าเตาะแตะตามเข้ามาอย่างประหม่า มิลินกอดตุ๊กตาหมีไว้แน่น สายตาหลุกหลิกมองไปรอบๆ บ้านหลังใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย
“ถึงบ้านเราแล้วนะมิลิน” ธันวากล่าว ถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแขวนไว้ แล้วหันมาหาหลานสาว
“ต่อจากนี้ มิลินจะอยู่ที่นี่ บ้านของน้าธัน... ไม่สิ ต่อไปนี้ต้องเรียกว่าบ้านของเรานะ”
ทว่า บรรยากาศอันกว้างใหญ่และแปลกตาของบ้าน กลับไม่ได้ทำให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เฟอร์นิเชอร์ราคาแพง โทนสีขาวดำเทาที่ธันวาชอบ มันดูเย็นชาเกินไปสำหรับเด็กวัยสามขวบ ความรู้สึกปลอดภัยที่เคยมีตอนอยู่กับแม่หายวับไปกับตา
“หนู... หนูอยากกลับบ้าน” มิลินเริ่มเบะปาก เสียงเล็กๆ สั่นเครือ
“อยากหาแม่...”
“มิลินฟังน้านะครับ บ้านนี้ก็เหมือนบ้านมิลินนั่นแหละ มีของเล่นเยอะแยะเลยนะ เดี๋ยวน้าจะซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ให้ตัวใหญ่กว่านี้อีกสิบตัวเลย เอาไหม ?” ธันวาพยายามใช้เทคนิคสายเปย์ที่เขาถนัด เขาคิดว่าความสะดวกสบายและของขวัญแพงๆ จะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้
“ไม่เอา ! หนูไม่เอาตุ๊กตา ! หนูจะหาแม่ ! ฮือออออ !”
น้ำตาเม็ดโตพร่างพรูออกจากดวงตากลมโต มิลินปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นกระเบื้องหินอ่อน แล้วเริ่มงอแงดิ้นไปมา ความอดทนของเด็กน้อยที่ถูกกดทับมาตลอดหลายวันในงานศพได้ระเบิดออกแล้ว
ธันวาทำตัวไม่ถูก เขาเลิ่กลั่ก ยื่นมือไปหมายจะอุ้ม แต่เด็กน้อยก็ดิ้นรนปัดมือเขาออก เขาพยายามหยิบของเล่น ช็อกโกแลต หรือแม้แต่เปิดโทรศัพท์มือถือเปิดการ์ตูนให้ดู แต่ไม่มีสิ่งใดหยุดเสียงร้องไห้ของมิลินได้เลย ชายหนุ่มผู้บริหารคนเก่งที่เคยเจรจาธุรกิจระดับร้อยล้านสำเร็จมานักต่อนัก บัดนี้กลับยืนเหงื่อตก ไร้สิ้นซึ่งวิธีที่จะหยุดเสียงร้องของเด็กหญิงตรงหน้าได้
“มิลินครับ ไม่ร้องนะครับ น้า... น้าขอโทษ น้าต้องทำยังไงดี ?” ธันวาพึมพำกับตัวเองอย่างสิ้นหวัง ความมั่นใจที่มีหมดสิ้นลงในทันตา
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงดึก เสียงร้องไห้ของมิลินเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นฮัก ความอ่อนเพลียทำให้เด็กน้อยเริ่มไม่งอแงหนักเท่าช่วงแรก แต่ท้องที่ว่างเปล่าก็เริ่มส่งเสียงร้องเตือน
“นม หนูจะกินนม...” มิลินพูดเสียงแผ่ว พลางเอานิ้วชี้แตะปากตัวเอง
ธันวาถอนหายใจยาว รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
“กินนมเหรอ ? ได้เลย น้าชงนมเก่งมาก เดี๋ยวรอแป๊บเดียวนะครับ”
ชายหนุ่มอุ้มมิลินไปนั่งบนโซฟาในห้องรับแขก เปิดโทรทัศน์ช่องการ์ตูนทิ้งไว้ แล้วรีบก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องครัวทันที ในหัวของเขาคิดว่าการชงนมก็แค่นำผงนมใส่ขวด เติมน้ำร้อน แล้วก็จบ... มันจะไปยากอะไรเมื่อเทียบกับการบริหารยอดขายประจำปี ?
แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างแรง
กระป๋องนมผงสูตรเฉพาะสำหรับเด็กที่พี่เลี้ยงคนเก่าเตรียมไว้ให้ วางตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ครัว ธันวาหยิบมันขึ้นมา พยายามเปิดฝากระป๋องโลหะ แต่มือของเขากลับลื่นด้วยคราบเหงื่อ ชายหนุ่มออกแรงงัดฝากระป๋องอย่างรุนแรงโดยไม่ทันระวัง
เพล้ง !
ฝากระป๋องหลุดออกอย่างแรง แต่มือของเขากลับสะบัดไปโดนตัวกระป๋องจนพลิกคว่ำ ผงนมสีขาวละเอียดกระจายฟุ้งไปทั่วอากาศ ก่อนจะตกลงมาปกคลุมเคาน์เตอร์ครัว พื้นหินอ่อน และเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมสีดำของเขาจนกลายเป็นสีขาวโพลนราวกับมีหิมะตกในห้องครัว
“เฮ้ย ! ฉิบหายแล้ว !” ธันวาสถบออกมาด้วยความตกใจ
ความลนลานทำให้เขารีบคว้าผ้าเช็ดโต๊ะมาเช็ด แต่แทนที่จะสะอาด ผ้าที่เปียกน้ำนิดๆ กลับทำให้นมผงละลาย กลายเป็นคราบแป้งหนืดๆ ติดเกรอะกรังไปทั่วเคาน์เตอร์ และในขณะเดียวกัน กาน้ำร้อนที่เขาต้มไว้ก็ส่งเสียงหวีดร้องระเบิดความร้อนออกมา ธันวาตกใจรีบคว้ากาน้ำร้อน แต่ความร้อนทำให้เขาต้องรีบปล่อยมือ น้ำร้อนบางส่วนกระเด็นมารดหลังมือของเขาจนต้องร้องเจ็บปวด
“โอ๊ย !”
เสียงโวยวายและเสียงทำของตกในครัว ส่งผลให้มิลินที่นั่งอยู่บนโซฟาตกใจ และเริ่มปล่อยโฮออกมาอีกรอบ
“ฮือออออ !!!”
สภาพห้องครัวตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสนามรบ ผงนมสีขาวกระจายเกลื่อนพื้น บางส่วนละลายเป็นคราบเหนียว ธันวาในสภาพเสื้อเชิ้ตเลอะผงนมสีขาว ยืนจับมือตัวเองที่โดนน้ำร้อนลวก มองดูความวินาศตรงหน้าด้วยความรู้สึกท้อแท้ใจอย่างถึงที่สุด นี่คือความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ธันวาถอยทัพออกจากห้องครัวพร้อมขวดนมที่ใส่ผงนมที่เหลือรอดมาได้เพียงน้อยนิด เติมน้ำอุ่นที่อุณหภูมิไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วรีบนำไปให้หลานสาว มิลินดูดขวดนมไปสะอื้นไปจนกระทั่งหลับไปทั้งๆ ที่ขวดนมยังค้างอยู่ในปากด้วยความอ่อนเพลีย
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเคลิ้มหลับไปบนโซฟาแล้ว ธันวาค่อยๆ ทอดถอนหายใจยาว เขาทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างโซฟาอย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นปัดคราบนมผงบนหน้าอกเสื้อออกอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทร.ออกหาเพื่อนสนิทคนเดียวที่เขานึกออกในเวลานี้
‘ภัทร’ เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนที่น่าจะเข้าใจโลกของเด็กดีที่สุด
“ฮัลโหล ว่าไงไอ้ธัน โทร.มาป่านนี้ มีอะไรวะ ?” เสียงของภัทรปลายสายดูงัวเงียเล็กน้อย
“ภัทร... กูไม่ไหวแล้วว่ะ” ธันวาพูดเสียงเครียด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลและกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เฮ้ย ! เป็นอะไรของมึงวะ งานศพพี่มึงเพิ่งเสร็จไม่ใช่เหรอ มึงโอเคไหม ?” ภัทรปรับน้ำเสียงเป็นจริงจังทันที
“กูโอเค... หมายถึงเรื่องพี่ธัญญากูเศร้า แต่เรื่องที่กูเผชิญอยู่ตอนนี้คือน้องมิลิน” ธันวาเสยผมที่วุ่นวายของตัวเองขึ้น
“กูรับมิลินมาอยู่บ้านวันแรก... แต่กูทำบ้านวินาศไปครึ่งหลัง กูชงนมไม่เป็น ทำผงนมตกกระจายเต็มครัว มิลินร้องไห้จนหลับไป กู... กูดูแลหลานไม่ได้ว่ะภัทร กูไม่มีทักษะอะไรเลย !”
ภัทรหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ผ่านสาย
“กูบอกมึงแล้วไอ้ธัน การบริหารคนในบริษัทกับการเลี้ยงเด็กสามขวบมันคนละเรื่องกัน มึงใช้เงินแก้ปัญหาแบบที่มึงชอบทำไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะ”
“กูรู้แล้ว กูยอมแพ้แล้ว !” ธันวาโวยวายเบาๆ เพราะกลัวหลานสาวจะตื่น
“ตอนนี้กูต้องการตัวช่วย กูต้องการพี่เลี้ยงเด็กที่เก่งที่สุด ไว้ใจได้ที่สุด และพร้อมจะมาทำงานพรุ่งนี้เช้าเลย มึงพอจะมีคอนแทกต์ใครไหม เงินเท่าไรกูก็สู้ ขอแค่คนที่ดีที่สุด”
“อืม...” ภัทรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“ถ้าระดับมืออาชีพที่ผ่านศูนย์เลี้ยงเด็กคงต้องใช้เวลาหา แต่ถ้ามึงต้องการคนที่ไว้ใจได้ อ่อนโยน แล้วก็เข้ากับเด็กเก่งๆ... กูพอจะรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนรุ่นน้องของแฟนกูเอง ชื่อพัดชา”
“พัดชา ? เขาเป็นพี่เลี้ยงมืออาชีพเลยเหรอ ?”
“ไม่ใช่พี่เลี้ยงอาชีพหรอก เขาเป็นนักเขียนนิทานฟรีแลนซ์ แต่ช่วงนี้เห็นว่ากำลังว่างงานและอยากหางานพิเศษทำ แล้วเขาก็รักเด็กมาก เป็นคนใจเย็น เข้ากับเด็กเก่งสุดๆ แฟนกูยังเคยฝากลูกไว้กับเขาบ่อยๆ ถ้ามึงสนใจ กูจะลองประสานงานให้ เขาอาจจะไม่ได้มีใบเซอร์พี่เลี้ยง แต่กูรับประกันว่าเรื่องจิตวิทยาเด็กและการรับมือเด็กงอแง เขากินขาด”
ธันวาถอนหายใจยาวอย่างถอดใจ
“จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นแหละตอนนี้ ขอแค่มารับมือกับมิลินให้กูที ส่งคอนแทกต์มาเลยภัทร กูจะติดต่อเขาเดี๋ยวนี้”
ในอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง ภายในคอนโดมิเนียมขนาดเล็กแต่ถูกตกแต่งไว้อย่างอบอุ่นและมีชีวิตชีวา โต๊ะทำงานริมกระจกเต็มไปด้วยสมุดวาดภาพ สีไม้ และโน้ตบุ๊กที่เปิดค้างไว้
พัดชา หญิงสาววัยยี่สิบหกปี ใบหน้าหวานละมุน นัยน์ตาสุกใสเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ กำลังนั่งถอนหายใจใส่หน้าจอโน้ตบุ๊กของตัวเอง บนหน้าจอแสดงอีเมลปฏิเสธงานจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่สี่แล้วในรอบเดือนนี้ที่ปฏิเสธต้นฉบับนิทานภาพของเธอ
“วิกฤตสำนักพิมพ์ลดขนาดการพิมพ์อีกแล้วเหรอเนี่ย” พัดชาพึมพำกับตัวเอง พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า
ในฐานะนักเขียนและนักวาดภาพประกอบนิทานเด็กฟรีแลนซ์ ชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอน รายได้หดหายไปมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ค่าเช่าห้องและค่าใช้จ่ายประจำเดือนเริ่มกดดันเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เธอรักการแต่งนิทาน รักการสร้างโลกแห่งจินตนาการให้เด็กๆ แต่ในโลกความเป็นจริง เธอก็ยังต้องกินต้องใช้
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นเตือน พัดชามองดูหน้าจอเห็นเป็นสายเรียกเข้าจากพี่สาวคนสนิท ซึ่งเป็นแฟนของพี่ภัทร เธอจึงรีบกดรับสาย
“สวัสดีค่ะพี่แพร”
(“พัดชา ยุ่งอยู่หรือเปล่าเอ่ย พี่มีงานด่วนมาเสนอ”) เสียงปลายสายตอบกลับมาด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ยุ่งเลยค่ะพี่แพร งานนิทานโดนปฏิเสธอีกแล้วเนี่ย ตอนนี้ว่างมากกก มีงานอะไรเหรอคะ” พัดชาทำเสียงสดใสขึ้นมาทันที
(“พอดีเพื่อนสนิทของภัทร เขาชื่อคุณธันวา เพิ่งเสียพี่สาวไป แล้วเขาต้องรับหลานสาววัยสามขวบมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่เขาเลี้ยงเด็กไม่เป็นเลย ตอนนี้ที่บ้านป่วนมาก เขาต้องการพี่เลี้ยงเด็กด่วนที่สุด พี่เลยนึกถึงพัดชา เพราะพัดชาเข้าใจเด็ก แล้วก็กำลังหางานอยู่ด้วย”)
พัดชานิ่งฟังไปครู่หนึ่ง การเป็นพี่เลี้ยงเด็กไม่ใช่สายงานโดยตรงของเธอ แต่เธอก็คุ้นเคยกับเด็กๆ เป็นอย่างดี เพราะงานเขียนนิทานทำให้เธอต้องศึกษาพฤติกรรมและจิตวิทยาของเด็กวัยนี้อยู่เสมอ อีกทั้งเธอยังเคยช่วยเลี้ยงลูกของพี่แพรอยู่บ่อยครั้ง
“คุณธันวาคนนี้เขาโอเคไหมคะพี่แพร แล้วงานมันหนักมากไหม”
(“เรื่องเงินไม่ต้องห่วงเลยพัดชา คุณธันวาเขาเป็นเจ้าของบริษัทรถยนต์ เขาพร้อมจ่ายไม่อั้น ขอแค่คนที่ไว้ใจได้และดูแลหลาน เอ่อ ลูกเขาได้ดี พรุ่งนี้เช้าพัดชาลองไปสัมภาษณ์ดูไหมล่ะ นัดเจอกันที่บ้านเขาเลย”)
พัดชามองกองบิลค่าใช้จ่ายบนโต๊ะ แล้วยิ้มออกมาจางๆ อย่างตัดสินใจได้
“โอเคค่ะพี่แพร พัดชาจะลองไปสัมภาษณ์ดู ขอบคุณพี่แพรมากนะคะที่นึกถึงพัดชา”
หญิงสาววางสายไป พร้อมกับความหวังใหม่ที่จุดประกายขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่งานเขียนหนังสือ แต่มันก็เป็นงานที่ได้อยู่กับเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรัก และที่สำคัญ... มันน่าจะช่วยกู้วิกฤตทางการเงินของเธอได้ในตอนนี้
นาฬิกาเรือนยาวในห้องรับแขกบอกเวลาตีสองครึ่ง ความวุ่นวายทั้งหมดในบ้านได้เงียบสงบลงแล้ว
ธันวาอุ้มมิลินที่หลับสนิทขึ้นมาบนห้องนอนใหม่ของเธอ ชายหนุ่มจัดแจงวางร่างเล็กๆ ลงบนเตียงนุ่มขนาดใหญ่ ค่อยๆ ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมถึงอกอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลัวว่าสัมผัสอันหยาบกร้านของเขาจะทำให้เด็กน้อยตื่นขึ้นมางอแงอีก
เขานั่งลงบนขอบเตียง มองดูใบหน้าจิ้มลิ้มของหลานสาวในความมืดที่มีเพียงแสงไฟกิ่งจากมุมห้องส่องกระทบ คราบน้ำตาแห้งกรังยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนแก้มใส เสียงหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอของเด็กน้อยทำให้ห้องที่เคยเงียบเหงาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ธันวายื่นมือไปแตะเส้นผมนุ่มลื่นของมิลินเบาๆ ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในหัว ทั้งความเศร้าโศกจากการสูญเสียพี่สาว ความเหนื่อยล้าจากงาน และความเครียดจากภาระหน้าที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
“พี่ธัญญา...” ธันวาพึมพำออกมาแผ่วเบา มองขึ้นไปบนเพดานราวกับกำลังสื่อสารกับพี่สาวที่อยู่บนฟ้า
“พี่ทิ้งโจทย์ยากไว้ให้ผมจริงๆ นะ”
ชายหนุ่มก้มลงมองมิลินอีกครั้ง ในใจของเขารู้ดีว่า เขาอาจจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สามารถหาเงินได้มากมายมหาศาล สามารถซื้อของเล่นทุกชิ้นในโลกนี้ให้มิลินได้ แต่การเป็นพ่อที่ดี มันคือสิ่งที่เงินทองไม่สามารถซื้อหาได้เลย
เขารู้สึกหนักใจ แต่เมื่อมองเห็นดวงตาจิ้มลิ้มและอ้อมกอดเล็กๆ ที่กอดตุ๊กตาหมีไว้แน่น ความรู้สึกรับผิดชอบอย่างลึกซึ้งก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของชายหนุ่ม
“แต่น้าสัญญา...” ธันวากระซิบข้างหูเด็กน้อยที่กำลังหลับสนิท
“น้าจะไม่มีวันทิ้งมิลิน น้าจะทำทุกอย่าง จะเรียนรู้ทุกอย่าง เพื่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้ได้ มิลินไม่ต้องกลัวนะ”
ธันวาก้มลงจูบหน้าผากของหลานสาวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องนอน ค่อยๆ ดึงประตูปิดลงอย่างเบามือ ทิ้งให้ความเงียบสงบยามค่ำคืนคอยโอบอุ้มเด็กน้อย และเตรียมพร้อมรับแสงสว่างของวันใหม่... วันที่บทบาทชีวิตใหม่ของเขาจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
